ChatGPT ที่เราคุยทุกวัน มีโอกาสถูกคนอื่นเปิดดูไหม?

หลายคนใช้ ChatGPT เหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับถามเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ไปจนถึงปัญหาส่วนตัว เพราะรู้สึกว่ากำลังคุยกับ AI แบบตัวต่อตัว

แต่ในทางกฎหมาย บทสนทนากับ ChatGPT ไม่ได้รับการคุ้มครองแบบเดียวกับการคุยกับทนาย แพทย์ หรือนักบำบัด

นั่นหมายความว่า หากเกิดคดีความขึ้น ข้อมูลที่เราเคยพูดคุยกับ AI อาจถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานได้

แชตกับ AI กลายเป็นหลักฐานในคดีได้อย่างไร?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีที่นำบทสนทนากับ AI มาใช้ในกระบวนการยุติธรรมเพิ่มขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกพบได้จากหลายช่องทาง เช่น

  • ตำรวจตรวจค้นโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัย
  • ศาลมีคำสั่งให้บริษัทส่งมอบข้อมูล
  • การขอข้อมูลระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีแพ่ง หรือ Discovery
  • บริษัท AI อาจส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ในกรณีที่เข้าข่ายตามกฎหมายหรือมีความเสี่ยงร้ายแรง

The Washington Post พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 12 คดีที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งมีการนำบทสนทนากับ chatbot มาเกี่ยวข้องกับคดี และจำนวนจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากคดีจำนวนมากไม่ได้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมดต่อสาธารณะ

ตัวอย่าง: แชตที่ผู้ใช้คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว กลับมาอยู่ในสำนวนคดี

หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือคดีที่วัยรุ่นคนหนึ่งฟ้องบริษัทโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มมีส่วนทำให้เกิดการเสพติดและปัญหาสุขภาพจิต

ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี ฝ่ายจำเลยสามารถเข้าถึงประวัติการสนทนากับ ChatGPT ของเขาได้ และพบข้อความเกี่ยวกับเรื่องเงิน settlement ที่พ่อของเขาพูดถึง

แม้ท้ายที่สุดทนายของวัยรุ่นจะระบุว่าข้อความเหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อผลลัพธ์ของคดี แต่กรณีนี้ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ผู้ใช้คิดว่าเป็นบทสนทนาส่วนตัวกับ AI อาจถูกนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้

ในคดีอาญาก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

อีกกรณีหนึ่ง ชายคนหนึ่งในรัฐ Florida ใช้ ChatGPT พูดถึงการทำร้ายอดีตแฟนหลายครั้ง

ระบบตรวจพบการสนทนาที่อาจเกี่ยวข้องกับอันตราย และตามเอกสารของตำรวจ มีการส่งต่อข้อมูลให้ FBI ก่อนที่จะไปถึงตำรวจท้องถิ่น

ต่อมาบทสนทนาดังกล่าวถูกนำมาใช้ประกอบการประเมินคำข่มขู่ และชายคนดังกล่าวถูกจับในข้อหาสะกดรอยตามและข่มขู่ทางอิเล็กทรอนิกส์

กรณีนี้สะท้อนอีกประเด็นสำคัญว่า ในบางสถานการณ์ บริษัท AI อาจดำเนินการเมื่อพบความเสี่ยงที่ร้ายแรงและใกล้จะเกิดขึ้น

ตำรวจไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลจาก OpenAI เสมอไป

อีกสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ บางครั้งตำรวจไม่จำเป็นต้องติดต่อ OpenAI เพื่อขอประวัติการสนทนาเลย

หากบทสนทนายังคงอยู่ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัย และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ตามกฎหมาย ข้อมูลดังกล่าวก็อาจกลายเป็นหลักฐานได้ทันที

มีกรณีหนึ่งที่นักศึกษาถูกกล่าวหาว่าทำลายรถจำนวน 17 คันในมหาวิทยาลัย เมื่อตำรวจตรวจสอบโทรศัพท์ของเขา ก็พบข้อความที่ส่งให้ ChatGPT หลังเกิดเหตุ

ข้อความเหล่านั้นจึงถูกนำมาใช้ประกอบคดี

ไม่ใช่แค่คดีอาญา — คดีแพ่งก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

การสนทนากับ AI ยังสามารถถูกนำมาใช้ในคดีแพ่งได้

ตัวอย่างหนึ่งคือคดีแรงงานที่พนักงานขายยางถูกนายจ้างเก่ากล่าวหาว่านำลูกค้าไปให้บริษัทคู่แข่ง

พนักงานคนดังกล่าวเคยถาม ChatGPT เกี่ยวกับการกู้คืนอีเมล Yahoo ที่ลบไปแล้ว รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ส่งมอบข้อมูล

นายจ้างนำบทสนทนาดังกล่าวมาโต้แย้งว่าเขาอาจพยายามปกปิดหรือทำลายหลักฐาน

ท้ายที่สุด ผู้พิพากษาอนุญาตให้คดีดำเนินต่อ และมีคำสั่งให้เขารับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านทนายบางส่วน

แล้ว ChatGPT มีสิทธิ์ “ความลับระหว่างผู้ใช้กับ AI” หรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีในระดับเดียวกับความลับระหว่างทนายกับลูกความ หรือแพทย์กับผู้ป่วย

ตัวอย่างเช่น หากเราคุยกับทนายในเรื่องคดี การสื่อสารบางประเภทอาจได้รับการคุ้มครองภายใต้ attorney-client privilege

แต่การคุยกับ ChatGPT ไม่ได้มีสิทธิ์คุ้มครองแบบเดียวกันโดยอัตโนมัติ

แม้ Sam Altman จะเคยพูดว่าควรมีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองบทสนทนากับ AI มากขึ้น เพราะผู้คนเริ่มใช้ AI พูดคุยเรื่องส่วนตัวและเรื่องละเอียดอ่อนมากขึ้น แต่ในปัจจุบันศาลยังไม่ได้ให้สถานะเดียวกับการสื่อสารที่ได้รับ privilege ตามกฎหมาย

มีคดีหนึ่งที่ผู้บริหารด้านการเงินพยายามอ้างว่าบทสนทนากับ Claude ควรได้รับการคุ้มครอง เพราะเขาใช้ AI เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการต่อสู้คดีฉ้อโกง

แต่ผู้พิพากษาไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า Claude ไม่ใช่ทนาย และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างทนายกับลูกความ

ดังนั้นบทสนทนาจึงไม่ได้รับการคุ้มครองในลักษณะเดียวกัน

สรุป

สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ

การคุยกับ ChatGPT เป็นส่วนตัว ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความลับทางกฎหมาย

ไม่ได้แปลว่าใครก็สามารถเปิดดูบทสนทนาของเราได้ตามใจ แต่หากเกิดสถานการณ์ทางกฎหมายที่เหมาะสม ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกเข้าถึงหรือถูกเรียกมาใช้เป็นหลักฐานได้

โดยเฉพาะเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เช่น

  • การวางแผนหรือยอมรับการกระทำผิด
  • คดีความ
  • เรื่องการเงิน
  • ความสัมพันธ์
  • ข้อมูลส่วนตัวที่อาจถูกใช้เป็นหลักฐาน
  • การพูดถึงเจตนาที่อาจนำไปสู่การทำร้ายผู้อื่น

ดังนั้นจึงไม่ควรมองประวัติ ChatGPT เป็นเหมือน ไดอารี่ที่มีกุญแจล็อกและไม่มีทางถูกเปิดเผย

AI อาจให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังคุยกับใครสักคนแบบส่วนตัว แต่ในทางกฎหมาย AI ยังไม่ใช่ทนาย แพทย์ หรือนักบำบัด และบทสนทนาก็ไม่ได้มี privilege แบบเดียวกัน

ที่มา : Techspot